วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดอกไมัที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

          วันนี้จะขอเก็บเรื่องราวของ "ดอกไม้" มาฝากกัน โดยเป็นเรื่องของดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลายคนคงจะเคยได้ยิน และรู้จักดอกไม้ชนิดนี้แล้ว ส่วนใครที่ยังไม่รู้ลองทายดูสิคะว่า คือดอกไม้อะไร??? ดอกไม้ที่ว่า คือ "ดอกบัวผุด"
          สำหรับบัวผุดเป็นกาฝากชนิดหนึ่ง ที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของพืชชนิดอื่น จะโผล่เฉพาะดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินให้เห็นระหว่างฤดูฝนหรือในระยะที่อากาศและพื้นที่ยังมีความชุ่มชื้นสูง คือ ระหว่างพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับลำต้นของบัวผุดมีลักษณะเช่นไร มีการเกาะหรือเชื่อมติดกับพืชที่มันอาศัยอยู่อย่างไร
          ลักษณะของดอกบัวผุด เมื่อยังตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อหรือกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่มีกลีบหนา จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 70-80 เซนติเมตร ที่โคนของดอกจะมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง
          ดอกบัวผุดเมื่อยังสดอยู่จะมีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม กลีบดอกมีความหนาตั้งแต่ 0.5-1 เซนติเมตร นับว่าเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เคยมีรายงานว่า พืชสกุลเดียวกันนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกมากกว่า 100 เซนติเมตร ก็มี
          จากผลสำรวจและวิจัย ของฝ่ายพฤษศาสตร์ กองบำรุง กรมป่าไม้ พบว่า บัวผุดพันธุ์ใหม่ ที่พบในประเทศไทยนี้ เป็นพืชกาฝากที่เกาะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากรากของไม้เถาของว่านป่า "ย่านไก่ต้ม" เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในบางครั้งมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นดอกของย่านไก่ต้มซึ่งความจริงแล้วเถาย่านไก่ต้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์องุ่น (Vitidaceae) ที่มีเถาขนาดใหญ่พบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งปี พื้นดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายตามหุบเขาหรือบริเวณริมลำธาร ดอกย่านไก่ต้มมีสีเขียวอมเหลืองขนาดโตประมาณ 2 เท่าของหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น
          จากการศึกษา พบว่า พันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด (Raffiesia) มีประมาณ 13-14 พันธุ์เท่านั้น บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นพันธุ์ของโลกเมื่อ พ.ศ.2527 โดย Dr.M.Meijer จากมหาวิทยาลัย Kentucky สหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr.A.F.G.Kerr นายแพทย์ชาวไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472
          ถึงแม้ว่าดอกบัวผุดจะมีกลิ่นเหม็นมากก็ตาม แต่เป็นพืชสมุนไพรที่หายากมากและมีคุณค่าสูง คือ นอกจากจะนิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด ให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่งแล้วยังเป็นยาบำรุงสำหรับบุรุษเพศอีกด้วย
          ในปัจจุบันดอกบัวผุดนับว่าจะหาดูได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ป่าไม้ถูกทำลายลงไปอย่างมากทำให้สภาพนิเวศน์ของป่าเปลี่ยนไปมาก จะพบดอกบัวผุดบ้างเฉพาะตามอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา จังหวัดระยอง เป็นต้น
          ถึงแม้ "ดอกบัวผุด" จะเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นเหม็น แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว อย่างไรแล้วเสีย น่าจะให้ดอกไม้หายากอย่าง "ดอกบัวผุด" อยู่คู่ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ มากกว่าที่จะนำออกมาขาย หรือเก็บออกมาเพียงเพราะความแปลก ที่อยากจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก 

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดอกไม้ประจำหนัาฝนของไทย

 ดอกไม้ประจำฤดูฝน


เมฆครึ่มกับฝนที่โปรยปรายลงมา ทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างชุ่มฉ่ำและสดชื่น ผลิดอกออกผลให้ความสวยงาม...

และต้นไม้ต้นใดที่ปลูกแล้วเจริญงอกงามตามฤดูฝนบ้างไปดูกันค่ะ

สาละลังกา   เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูงประมาณ 80 ฟุต  ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตามลำต้น ช่อดอกยาว  เมื่อบานดอกจะมีสีแดง หรือสีชมพูอมเหลือง กลิ่นหอมฉุน ออกดอกเกือบตลอดปี   ผลมีขนาดใหญ่ เปลือกแข็ง ลักษณะคล้ายลูกปืนใหญ่สมัยโบราณ มีเมล็ดจำนวนมาก ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง  ดอกมักดกมากในช่วงหน้าฝน ดอกบานแล้วร่วงในวันเดียว ตอนเย็นประมาณบ่าย 4 โมงเย็น


ชงโค   เป็นพรรณไม้ยืนต้นสูงกว่า 5 เมตร ลักษณะคล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกชงโคมีทั้งสีบานเย็น และขาว ชอบแดดจัด กลางแจ้ง น้ำปานกลาง ดอกจะงามในช่วงหน้าฝน

บุนนาค เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบมีขนาดสูงได้มากกว่า 25 เมตร  ดอกจะออกเป็นช่อ ช่อละ 3-4 ดอก กลีบดอกสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน เรียง 2 ชั้นสลับกันชั้นละ 2 กลีบ  จะออกดอกในช่วยเดือนมีนาคม - กรกฎาคม ทุก ๆ ปี บุนนาคชอบแดดจัด น้ำปานกลาง


รวงผึ้ง  เป็นไม้พื้นบ้านมีถิ่นกำเนิดในไทย รวงผึ้งเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 4 เมตร 
มักพบภาคกลางถึงภาคเหนือ เด่นด้วยดอกที่ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ มีสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม ดอกมี 5 กลีบเส้นผ่าศุนย์กลาง 1 ซม. ปีหนึ่งจะออกดอกเพียง 1-2 ครั้งในช่วงหน้าฝน และหน้าหนาว ชอบแดดจัด กลางแจ้ง ชอบน้ำปานกลาง เนื่องจากเป็นไม้ที่ไม่แพร่หลาย ไม่ค่อยมีการนำมาจัดสวน จึงเป็นไม้พันธุ์หายากตระกูลเดียวกับตะขบ ส่วนใหญ่มักให้ดอกปีละครั้งเท่านั้น 


ยี่เข่ง เป็นไม้ไทยที่เรามักเห็นปลูกตามบ้านสมัยโบราณ สมัยนี้ค่อนข้างหาดูได้ยาก ทั้งๆที่ยี่เข่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ให้ดอกสวยงาม ดอกจะออกมากในช่วงหน้าฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.- ต.ค.  เป็นไม้พุ่มโปร่งสูง 3-4 เมตร 


บุหงาส่าหรี พันธุ์ไม้หอม ที่มีดอกเป็นช่อพวงสีขาวขนาดเล็กเรียว แต่งแต้มด้วยดอกขาวเล็กๆมีกลิ่มหอมแรง   บุหงาบาหลี มาจากหมู่เกาะบาร์บาโดส เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 4 เมตร  ดอกมีกลิ่นหอมแรงมากในช่วงกลางคืนจนถึงสาย ๆ ออกดอกตลอดปี ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง จะเติบโตและให้ดอกได้ดีในช่วงหน้าฝนนี้บุหงาส่าหรีเป็นไม้ที่ค่อนข้างชอบความชุ่มชื้นของน้ำ แต่ไม่ชอบแฉะ เหมาะจะปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านเพื่อกลิ่นหอมๆของดอกที่จะปรุงให้บรรยากาศสวนในบ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดอกไม้สวยซ่อนพิษ

Lily-of-the-valley

ว้าว! ชื่อเพราะจังเลย ดอกลิลลี่แห่งหุบเขาเนี่ย
แต่ติดอันดับสี่ได้ เชื่อว่าต้องอันตรายแน่ๆ
เค้าว่า ถ้ากินเข้าไปแล้ว หัวใจจะเต้นแรง คลื่นไส้ อาเจียน
บางคนที่กินมากๆ อาจจะเจอล้างท้องได้นะ

 Chrysanthemum
โอ้! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ดอกเบญจมาศจะติดอันดับกับเขาด้วย
แต่ว่าดอกไม้นี้มีมากกว่า 200 ชนิดในสปีชี่ส์เดียว
เพราะงั้นก็ไม่แปลกที่บางชนิดจะมีพิษร้าย
ถ้าอยากรู้ว่าดอกเบญจมาศชนิดไหนมีพิษ
เค้าว่าให้ดูที่กระต่าย เพราะมันจะไม่กล้าเข้ามากิน
แต่ถ้าโดนเข้าไป อาจจะทำให้ผิวหนังไหม้ และต้องหายาทา



 Narcissus
ดอกนาร์ซิสซัสนี้ ว่ากันว่า มีพิษร้ายแรงมากมาย
มีหลายคนที่สับสนแยกไม่ออกระหว่างดอกไม้นี้กับหัวหอม
แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วล่ะก็ เจอดีแน่
ทั้งอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างแรง

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดอกไม้แพงที่สุดในโลก

กล้วยไม้ Kinabalu สีทอง(ราคา 180000 บาท)

กล้วยไม้ Kinabaluสีทอง ขายได้ในราคาสูงเป็นอย่างมากเนื่องจากมีความสวยงามและหายาก โดดเด่นไปด้วยกลีบดอกยาวและสีเขียวที่สวยงามและมีจุดสีแดงอัญมณีแห่งนี้สามารถพบได้เฉพาะใน Kinabalu National Park ในประเทศมาเลเซีย จากความเป็นจริงที่พบได้เฉพาะในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งหนึ่งกำลังเติบโตเป็นเรื่องยากมากและต้องใช้เวลาดำเนินการนาน ดอกไม้แห่งนี้จะมีอัตราการขยายตัวระหว่างเดือนของเดือนเมษายนและ พฤษภาคม เท่านั้นและออกดอกบานสะพรั่งที่สามารถนำมานานหลายปีสุดท้ายก่อนที่จะปรากฏขึ้น การหายากและมีราคาแพงจึงทำให้ได้ชื่อ" Kinabalu สีทอง "


Saffron Crocus ( 30000 บาท – 45000 บาท ต่อกระบะ)


ดอกไม้ที่ได้รับการยอมรับว่าทมีความสวยความของการบานสะพรั่งมากที่สุด แต่ได้รับโดยทั่วไปนำมาจำหน่ายเป็นดอกไม้ที่ยังคงอยู่ Saffron Crocus ที่มีสีม่วงในสีแต่อวัยะสืบพันธุ์ของดอกไม้ตัวผู้สีเหลืองที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ทำให้มันมากที่โดดเด่น ราคาที่สะท้อนถึงต้นทุนของการพัฒนาที่จะใช้เวลาประมาณ 80,000 ดอกไม้เพียงเพื่อพัฒนา 500 กรัมของจากอวัยะสืบพันธุ์ของดอกไม้ตัวผู้สีเหลืองซึ่งทั้งหมดจะมีมือ มีขนาดใหญ่เป็นที่ต้องการของตลาดSaffron Crocus แต่ต้องใช้จำนวนมากที่มีความชำนาญและมีเวลาในการเพาะปลูก นอกจากนี้ยังมีการใช้ปุ๋ยเเละยาบำรุงมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น

ดอกทิวลิปในศตวรรษที่ 17($5700)


แม้จะมีภาพ และความเรียบง่ายของทิวลิปในศตวรรษที่ 17 ที่ราคาสำหรับออกดอกบานสะพรั่งนี้ผุดขึ้น ดอกไม้เเบบชั้นเดี่ยวโดย Dutch ในรูปของบริษัทและที่สำคัญกว่านั้นคือสีอันเขียวชอุ่มและลึกของพื้นที่ ในความเป็นจริงแล้วสีที่มีความเข้มมากกว่าดอกไม้อื่นที่ในช่วงเวลานั้น และยังเป็นดอกไม้ที่หายาอย่างมากราคาที่มาถึงได้ถึง 10,000 ,กิลเดอร์สำหรับทิวลิปเหล่านี้และนับจากนั้นทิวลิปที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่อยู่ในสวนส่วนตัวของคุณได้

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดอกไม้มีพิษ

อันดับ 1 Wisteria  ชื่อต้นไม้นี้ แปลกทีเดียวเชียว แต่ก็นั่นแหละ เค้าบอกว่า ถ้าเผลอกินเข้าไปเมื่อไหร่  ท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน ปวดหัว เป็นไข้ วิงเวียนแน่ และถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน อาจจะช็อคแหงแก๋ได้เหมือน


อันดับ 2 Foxgloveถุงมือหมาจิ้งจอก?  ดอกไม้สูงแค่สามฟุต สีสวยงามนี่แหละ อันตรายดีทีเดียว  แน่นอนว่า จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องมากและปากไหม้ด้วย ถ้ากินเข้าไปนะ  บางคนก็จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ

อันดับ 3 Hydrangeaอะไรกัน ไฮเดรนเยียออกจะสวยเนอะ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะมีอันตรายด้วย  มันสวยก็จริง แต่ถ้ากินเข้าไปล่ะก็จะเนื้อตัวเย็นเฉียบ ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน บางคน อาจจะเกิดอาการช็อค


วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดอกไม้เหม็นที่สดในโลก



ในความคิดของคนหลายๆคนต้องคิดว่าดอกไม้นั้นมีกลิ่นหอม แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่ได้มีกลิ่นหอม  นั่นคือ ดอกบุกยักษ์ (Titan Arum) ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง  กลิ่นของมันคล้ายกับปลาเน่าผสมซากศพ  มันจึงได้รับชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  "ดอกซากศพ"หรือ   ต้นบุกยักษ์  เป็นพืชเขตร้อนในวงศ์ Araceae  เป็นดอกไม้ที่ได้ชื่อว่า" เหม็น "  ที่สุดในโลก    บุกย์ยักษ์มีอายุประมาณ 40 ปี  หาดูยาก  ออกดอกเพียงครั้งละดอก  และตลอดทั้งชีวิตของมันจะออกดอกเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้น  ซึ่งดอกของมันจะบานอยู่เพียง 36 ชั่วโมง  ก่อนที่จะหุบลง